วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ตำนาน ผีช่องแอร์



เรื่องมันเริ่มต้น เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ณ โรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองหาดใหญ่ 

โรงแรมนี้จะมีสถานบันเทิงอยู่ข้างล่าง แล้วกลุ่มวัยรุ่น 6 คนที่พบเจอเหตุการณ์นี้ก็เป็นนักดนตรีหนึ่งในวงดนตรีที่แวะเวียนมาแสดงที่โรงแรมแห่งนี้ในแต่ละคืน คิวของโรงแรมนั้นเป็นแห่งสุดท้ายสำหรับการเล่นดนตรีปกติเมื่อแสดงดนตรีเสร็จ ทางโรงแรมก็จะจัดห้องให้ทั้ง 6 คนนี้ได้พักผ่อนเหตุการณ์ก็ดำเนินไปอย่างปกติไม่มีอะไร.......จนกระทั่งมาถึงคืนหนึ่ง


เมื่อวงดนตรีกลุ่มนี้เล่นเสร็จแล้วทางโรงแรมได้มาแจ้งกับพวกเขาว่าห้องพักเต็ม...แต่พอคุยกันไปมา....ทางโรงแรมเห็นว่าไม่น่ามีอะไรและเด็กเหล่านี้ก็เหมือนคุ้นเคยขาประจำ 
เลยบอกมาว่ามีห้องหนึ่งว่าง.....ว่าแล้วก็ให้พนักงานนำทางไปพร้อมกุญแจห้องไขสู่ประตูห้องที่มีหมายเลขห้อง 409 

เมื่อทั้ง 6 คนได้เข้ามาแล้วก็จัดการธุระส่วนตัวเสร็จ ก็มานั่งล้อมวงเล่นไพ่กันเล่นไปซักพัก 1 ใน 6 คนนั้นก็มองอะไรไปเรื่อยจนไปสะดุดเข้ากับผ้าริ้วขาวพลิ้วสะบัดไปมาตามแรงลมของช่องแอร์ที่กำลังเป่านั้นด้วยความรำคาญหรืออะไรมิทราบได้เจ้าคนนั้นจึงลุกออกมาแล้วลากเก้าอี้เพื่อที่จะได้ยื่นมือไปดึงเอาผ้าริ้วสีขาวนั้นออกในขณะที่เขาต้องดึงตะแกรงที่ปิดช่องแอร์ออกก่อนซึ่งในตอนนั้นสายตาของเขาก็ยังมองมายังกลุ่มเพื่อนที่นั่งเล่นไพ่อยู่

พอเขาวางตะแกรงลงและกำลังจะเงยหน้าไปหยิบผ้าริ้วสีขาวผืนนั้นออกสายตาของเขาก็ไปเจอเข้ากับอะไรอย่างหนึ่ง เขานิ่งไปชั่วขณะหนึ่งแล้วก็ค่อยๆลงมาจากเก้าอี้ที่เขายืนอยู่ ในลักษณะถอยหลังค่อยๆ ก้าวถอยหลังออกไปแล้วก็ค่อยหันหลังเดินออกจากห้องไป

เพื่อนๆในกลุ่มที่เล่นไพ่กันอยู่ก็งง บางคนในนั้นก็ตะโกน "เฮ้ยยยยย!!!!!"แต่เพื่อนๆ ก็นั่งเล่นไพ่กันต่อ เพราะไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นและก็ขี้เกียจเดา แต่ด้วยอะไรไม่ทราบได้ คนที่เหลือในกลุ่มคนหนึ่งก็พูดขึ้นมาว่า 

"เออ เดี๋ยวกุลุกไปปิดตะแกรงให้" แล้วก็บ่นว่าเจ้าเพื่อนคนที่ออกไปคนแรกทำไมไม่ปิดน่ะ

เมื่อเขาลุกออกไปก็ขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ที่ยังตั้งอยู่ตรงนั้น
และค่อยเงยหน้าขึ้นดูเพื่อให้รู้ว่าร่องที่จะวางตะแกรงนี่ต้องวางมุมไหนยังไงในขณะที่เขาค่อยๆ เงยหน้าและยืดตัวขึ้นไปดูนั้นดวงตาเขาก็ไปเจอกับอะไรบางอย่างซึ่งทำให้เขานิ่งอยู่อย่างนั้นสักพักนึงแล้วจึงลงมาจากเก้าอี้และค่อยๆ เดินออกไปจากห้อง

เพื่อนๆ ที่เหลือก็งงกันอีก ว่าเออเขาเป็นอะไรของเขาน่ะ 
ทีนี้ในกลุ่มก็เหลือ 4 คน นั่งเล่นไพ่กันต่อไป พอหมดเกมส์นึง คนที่ 3 ก็ลุกออกไปจะไปปิดตะแกรงแอร์ให้เรียบร้อย 
จะได้มาเล่นต่ออย่างสบายใจแต่แล้ว เขาก็กลับมีปฏิกิริยาเหมือน2 คนแรก คนที่ 3 และคนที่ 4 ก็เป็นเหมือนกัน
และค่อยๆ เดินออกจากห้องไปทีนี้ก็เหลือในห้อง แค่ 2 คน ก็เล่นไม่สนุกแล้ว (และ 1 ใน 2 คนนั้นคือคนที่รอดชีวิตมาเล่าเรื่องราวให้พวกเราได้ฟังกัน) 


ทั้ง 2 คนก็เลยชวนกันออกไปล๊อบบี้โรงแรม ดีกว่า เผื่อเจอเพื่อน ๆที่ลงไปก่อนหน้านี้แล้ว...แต่ก่อนออกไป ทั้ง 2 ต้องการปิดตะแกรงของช่องแอร์ให้เรียบร้อยก่อนแล้วก็ให้คนนึงจับเก้าอี้ และคนที่รอดชีวิตมาเล่าเป็นคนขึ้นไปบนเก้าอี้พอกำลังจะเอาตะแกรงเข้าไปปิดช่องแอร์เท่านั้น....ทั้งสองก็เห็นภาพเหมือนกัน คือ ศรีษะของผู้หญิงคนหนึ่งชะโงกหน้าลงมาจากช่องแอร์ และมองมาด้วยสายตาที่เคียดแค้น จ้องมองมาที่ทั้ง 2 คนนั้น... เขายังพอมองเห็นว่า เส้นผมยาวๆของผู้หญิงคนนั้นถูกผูกติดไว้กับเหล็กที่อยู่ข้างในช่องแอร์นั้น 

เมื่อเห็นภาพนั้น ทั้ง 2 คนจึงค่อยเดินถอยหลังออกไป 1 ใน 2 คนนั้นก็พยายามจับแขนอีกคนหนึ่งไว้แล้วบอกว่า "อย่าวิ่ง!!!!"เพราะถ้าวิ่งนี่เตลิดแน่นอน เพราะตอนนั้นจิตกระเจิงไปหมดแล้วทั้งสองจึงค่อยๆ เดินลงมาจนมาสมทบกับกลุ่มเพื่อนข้างล่างพอเจอกัน ต่างมองหน้ากันและ 1 ในนั้นก็ถาม "พวกมึงทำไมไม่บอกพวกกุว่าเจออะไร"แต่ไม่มีเสียงตอบจากใครคนใดในกลุ่มนั้น

ทั้งหมดจึงไปถามหาจากคนของโรงแรมว่าที่ห้อง 409 นั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ ทำไมพวกเขาเจอเหตุการณ์อย่างที่เล่ามานี้เหมือนกันหมดทุกคนสุดท้ายจึงมีพนักงานคนหนึ่งในโรงแรมนั้นเล่าให้ฟังว่า


"เมื่อหลายปีก่อนมีผู้หญิงคนหนึ่งทำงานขายบริการถูกพาไปห้องโดยแขกเหมือนจะเป็นชาวมาเลย์และด้วยมีเรื่องอะไรกันไม่ทราบได้ ในตอนเช้าพบเธอเป็นศพสภาพหัวถูกตัดหายไป โดยที่ตัวถูกหมกไว้ใต้เตียงทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็พยายามหาส่วนหัวอยู่นานก็ไม่เจอก็เลยเลิกหาแล้วก็กลับ ไปจนหลายวันต่อมาแอร์ห้องนั้นเริ่มมีกลิ่น เพราะแขกที่มาพักห้องข้างๆ ได้กลิ่นจึงแจ้งพนักงานโรงแรมแล้วก็หาจนได้ที่มาของกลิ่น นั่นก็คือศรีษะของผู้หญิงคนนั้นถูกตัดออกมา แล้วก็นำชุดขาวที่เธอใส่มาห่อพันส่วนที่เป็นคอที่ถูกตัดไว้ แล้วใช้เส้นผมของเธอเองผูกไว้กับแกนเหล็กข้างในช่องแอร์อีกทีหลังจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนั้น ห้องนั้นก็ถูกทางโรงแรมปิดตายไป!"

ดังนั้น สิ่งที่ทั้ง 6 คนได้พบเจออาจเรียกได้ว่าเป็น ภาพ หรือ ภาพหลอนหรือผีหลอกนั่นเอง
หลังจากนนั้นทั้ง 6 คนก็ไม่ได้คิดอะไรมากและก็ดำเนินชีวิตปกติแต่ 3 วันถัดจากที่พวกเขาเจอเหตุการณ์ เพื่อนของเขา คือ คนแรกที่เป็นคนต้นคิดไปเปิดตะแกรงเพื่อเอาผ้าริ้วสีขาวๆ ออกก็ได้เสียชีวิตลง โดยเหตุการณ์คือ เหมือนคุยกับแฟนตกลงอะไรกันอยู่ ส่วนเพื่อนก็นั่งดูอยู่ห่างๆ แต่ซักพักเพื่อนคนนั้นก็ยิงหัวตัวเองตายต่อหน้าต่อตาเพื่อนและแฟนโดยที่เพื่อนคนนี้ปกติเป็นคนไม่มีปัญหาอะไรเลย และเป็นคนสนุกสนานร่าเริง

หลังจากนั้นในวันถัดมาเพื่อนอีกคน คือคนที่ 2 ที่จะลุกไปปิดตะแกรงก็ตายด้วยอุบัติเหตุสยองจากการขับรถเพิ่มขึ้นอีกคนและในขณะที่กำลังจัดงานศพเพื่อนๆ อยู่นั้น ปารกฏว่ามีอีกคนนึงหายไป คนที่รอดชีวิตมาเล่า ได้ไปตามหาถึงที่ห้องปรากฏว่าเขาผูกคอตายอยู่กับหน้าต่างโดยที่ตัวเขาก็ถึงพื้น หน้ามือก็ถึงพื้น แต่สภาพใบหน้าคือดวงตาเบิกโพลง เหมือนตกใจกลัวอะไรสุดขีด

คล้อยหลังอีกไม่นาน เพื่อนคนต่อมาก็เสียชีวิตโดยอุบัติเหตุทางรถยนตร์อีกเช่นเดียวกัน

เนื่องจากภายในเวลาไม่ถึง 7 วัน เพื่อนๆ ในกลุ่มเขาตายอย่างกระทันหันถึง4 คนทำให้ 1 ใน 2 คนที่เหลือฉุกคิดขึ้นมาได้ว่ามันจะเกี่ยวอะไรกับเหตุการณ์ที่พวกเขาเจอที่โรงแรมนั้นหรือไม่

ทั้ง 2 คนที่เหลือเลยไปหาพระที่วัด ซึ่งพระก็ทักว่า พวกเค้าเพิ่งเสียของรักหรือคนที่เรารักไปหลายคนใช่ไหมแล้วพระท่านก็พูดขึ้นมาลอยๆอีกว่า "เป็นผู้หญิง"ทั้ง 2 คนก็งง แต่พระท่านก็บอกว่า"หมายถึง ผู้หญิงน่ะ เค้ามากับโยมด้วย ตอนนี้ก็มา เค้านั่งอยู่ข้างหลัง"

ทั้ง 2 หันไปแต่ก็ไม่เจอใคร พระท่านก็บอกว่า "เธออาฆาต"
จากนั้นทางครอบครัวของทั้ง2 คนเลยขอให้พระท่านจัดทำพิธิบังสุกุลเป็นบังสุกุลตายให้แก่ทั้งคู่โดยหวังว่าจะได้รอดพ้นหรือผ่อนหนักเป็นเบา

หลังจากนั้นทั้งคู่ก็มานั่งคุยกันเล่นๆ ว่าใครจะไปก่อนน่ะ
อีกคนเลยบอกว่าจะไปต่างประเทศ อยากไปไกลๆให้พ้นๆเรื่องสยองนี้หลังจากวันนั้นทั้งคู่ก็แยกกันไป จนคนที่รอดชีวิตมาเล่าเรื่องนี้ อยู่ๆ ก็โดนใครที่ไหนไม่รู้วิ่งเอามีดมาแทงๆๆๆ โดยที่ไม่เคยมีเรื่องกันมาก่อนเลยจนต้องเข้าโรงพยาบาล(พอมาถึงช่วงนี้...เขาก็เปิดให้ดูรอยแผลเป็นจากการโดนแทง)

เขาระบุวันเวลาอย่างแม่นยำ เหมือนเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานว่าเขาโดนแทงวันไหนเวลาอะไร เพราะอีกวันถัดมาเขาให้เพื่อนโทรทางไกลไปหาเพื่อนคนที่อยู่เมืองนอก เพื่อนคนนั้นก็บอกว่าเกิดเรื่องกับเค้าขึ้นเหมือนกัน นี่เค้าก็กำลังนอนอยู่ที่โรงพยาบาล เพราะรถไปพลิกคว่ำลงข้างทาง โดยเพื่อนเขาเล่าว่า มีผู้หญิงผมยาวๆ วิ่งมาตัดหน้าเขาจึงต้องหักหลบ


หลังจากนั้นเหตุการณ์ก็ผ่านไป ทั้งคู่ยังมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยดีมาจนถึงทุกวันนี้ และ 1 ใน 2 คนนั้นก็ได้มีโอกาสมาเล่าประสบการณ์สยองขวัญผ่านทางรายการวิทยุ รายการ Shockfm รายการตีสิบ แล้วเรื่องนี้ก็เป็นที่ฮือฮากันมากและถูกโหวตให้เป็นเรื่องที่น่ากลัวที่สุดในรอบหลายๆ ปี 

ขอบคุณข้อมูลจาก
http://ghostwiki.blogspot.com/2012/02/blog-post_13.html

ตำนาน ผีจ้างหนัง คำชะโนด





คำชะโนด ตำบลวังทอง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี เป็นสถานที่ ที่ชาวบ้านมีความเชื่อว่า พญานาคาอาศัยอยู่ ชึ่งอยู่บริเวณวัดสิริสุทโธ เป็นที่น่าแปลกที่มีป่าขนาดใหญ่ปกคลุมด้วยนานาพรรณไม้โดยเฉพาะ ต้นชะโนด อยู่กลางทุ่งนา ก่อนที่จะเข้าไปชมในบริเวณป่าคำชะโนด ผมได้รับข้อมูลจาก ท่านกำนันของหมู่บ้าน ว่าด้วยเรื่องที่มาและความเชื่อเกี่ยวกับพญานาค กำนันเล่าให้ฟังว่า 



“สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากชาวบ้านเชื่อว่าเป็นที่อาศัยอยู่และเป็นสถานที่สู่เมืองบาดาลของพญานาคตามความเชื่อ” อีกทั้งบริเวณรอบศาลาเคยมีร่องรอยคล้ายๆรอยพญานาคอยู่ด้วย ซึ่งชาวบ้านต่างเชื่อว่านั้นคือร่องรอยพญานาค แต่ที่ทำให้ผมหูผึ่งและขนลุก กลับเป็นเรื่องเล่าที่ยังหาข้อพิสูจน์ไม่ได้



เรื่องเกิดขึ้นในราวเดือนมกราคม พศ. 2532 มีคนมาว่าจ้างให้หนังเร่ ไปฉายที่บ้านวังทอง อำเภอบ้านดุง ห่างจากตัวเมืองอุดรธานีประมาณ 100 กิโลเมตร โดยค่าจ้างตกลงกันไว้ 4000 บาท มีหนังฉาย 3-4 เรื่อง แต่มีข้อตกลงกันว่า ให้ฉาย 3 ทุ่มถึงแค่ตี 4 เท่านั้น ห้ามฉายถึงสว่าง พอตี 4 ก็ให้รีบเก็บข้าวของออกจากสถานที่ฉาย ซึ่งทางเจ้าของหนังแร่ก็ไม่ได้ทักท้วงอะไร เพราะเห็นว่าเป็นความต้องการของผู้มาว่าจ้าง



ทางเจ้าของก็ส่งให้เจ้าหน้าที่ไปตามวันและเวลาที่ได้นัดหมายหนังเริ่มฉายตั้งแต่ตอน 3ทุ่ม ในตอนหัวค่ำไม่เห็นผู้คน ก็ยังสงสัยว่าหายไปไหนหมด แต่พอ3ทุ่มก็มีคนมาเป็นจำนวนมาก และที่แปลกคือ ผู้หญิงซึ่งนุ่งขาวห่มขาวจะนั่งอยู่ด้านหนึ่ง ส่วนผู้ชายใส่เสื้อผ้าสีดำจะนั่งอีกข้างหนึ่ง และคนทั้งหมดก็นั่งกันสงบเงียบเรียบร้อยเหมือนจะไม่เคลื่อนไหวตัว และที่ยิ่งกว่านั้นคือ ไม่ว่าจะฉายหนังอะไร ก็ไม่มีการส่งเสียงหรือแสดงความรู้สึก เหมือนกับฉายหนังกลางแปลงทั่วๆไป ฉายหนังบู๊ ก็เฉย ฉายหนังตลกก็เฉยคนเราอย่างน้อยถึงเป็นคนจริงจังยังไงผมว่าต้องแสดงออกมาบ้างว่าชอบหรือไม่ชอบ แต่นี้กลับอยู่ในอาการที่สงบ


แต่ที่น่าสังเกตุอีกอย่างคือปกติเวลามีการฉายหนังกลางแปลงในต่างจังหวัด ก็เหมือนกับมีงานเทศกาลสร้างความคลึกคลื้นให้คนในหมู่บ้านเป็นอย่างมาก ร้านค้า ร้านอาหาร ต่างพากันมาเปิดเพื่อซื้อขายกันมากมาย งานนี้ กลับไม่มีเลย บรรยากาศโดยรอบดูเย็นยะเยือกไปหมด

พอถึงตี 4 มีคนมาบอกว่าให้เก็บข้าวของไปได้แล้ว อีกทั้งยังสั่งว่าเมื่อเก็บข้าวของเสร็จแล้ว ห้ามเหลียวหลังกลับมาดูเด็ดขาด พอทางเจ้าหน้าที่เก็บของและจัดการทุกอย่างเรียบร้อยก็ออกเดินทางออกจากที่ทำการฉายหนัง แต่ก็เอะใจในคำสั่ง เลยหันกลับไปดู เท่านั้นแหละพี่น้องครับพวกคนดูก็ไม่รู้หายไปไหนกันหมด หายไปอย่างรวดเร็ว ทำเอาต่างฉงนสงสัย

อีกทั้งพื้นที่ตรงนั้นกลับเป็นป่าทึบที่แม้ที่ๆ จะเอาจอหนังขึงยังแทบจะไม่มี พอขับรถมาถึงหมู่บ้านวังทองตอนเช้าก็แวะซื้อของที่ร้านค้า ชาวบ้านเลยถามว่าไปฉายหนังที่ไหนมา เจ้าหน้าที่ ก็บอกว่าฉายในหมู่บ้านวังทอง แต่ชาวบ้านกลับยืนยันว่าไม่มีหนังมาฉายในหมู่บ้านเลย แม้กระทั่งเสียงยังไม่ได้ยิน

เรื่องก็เลยยุ่งว่าเมื่อคืน ไปฉายหนังที่ไหนมา ในที่สุดเมื่อสอบถามกันจนเป็นที่เข้าใจ ไปฉายหนังที่ใน ดงคำชะโนดซึ่งเป็นสถานที่ลึ้ลับที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นเมืองพญานาค มีภูตผีปีศาจสิงสถิตอยู่ ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับหมู่บ้านวังทองนี่เองก็เลยเชื่อว่า”ถูกผีจ้างไปฉายหนังจริงอย่างที่ชาวบ้านว่า


”ปัจจุบันชาวบ้านเชื่อว่า ดงคำชะโนดเป็นที่อาศัยของพญานาคและเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ ก่อนที่จะเข้าไป มีข้อห้ามเช่น ห้ามใส่รองเท้า หมวก แว่นตา และร่ม วันที่ผมเดินทางไปนั้นปรากฎว่าฝนตก นึกว่างานนี้เจอข้อห้ามอย่างนี้คงได้ ไข้หวัดกลับไปเป็นที่ระลึกแน่ แต่ยังดีที่สามารถใส่เสื้อฝนได้ 

ทางเข้ามีรูปปั้นพญานาค 2 ตัว 7 เศียร อยู่ช้ายขวาลำตัวยาวเข้าไปในป่าดง คำชะโนด ชึ่งคล้ายสะพานที่ทอดยาวผ่านท้องนาสู่ป่าที่ดูจากภายนอกแล้ว ลึกลับซ่อนแร้นน่าพิศวง ผมเดินสู่ดงคำชะโนด ด้วยความตรวจตราอย่างพินิจพิเคราะห์ ส่วนใหญ่พืชที่ขึ้นเป็น ต้นชะโนด ลักษณะคล้ายต้นหมาก ปาล์ม ต้นตาลและมะพร้าวมารวมกัน 



เดินไปประมาณ 200-300 เมตร ก็จะพบศาล ที่มีผู้คนมาสักการะบูชา บริเวณใกล้มีฆ้องไว้ให้คนที่มาลูบ เชื่อว่าใครที่ลูบจนเกิดเสียงคนนั้นจะโชคดี ไม่ไกลกันนักเป็นบ่อน้ำที่เชื่อกันว่าเป็นเส้นทางที่จะไปสู่เมืองบาดาล ใครที่มีโอกาสได้มาอย่าลืมดื่มน้ำหรือเอามาพรม เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้หายจากโรคภัยและเสริมมงคลให้กับตัวเอง งานนี้ผมพลาดไม่ได้ที่จะปฎิบัติตาม เพราะอย่างน้อยก็ทำให้เราสบายใจครับ ผมเดินกลับออกมาโดยที่ไม่กลับไปเหลียวหลังเพราะว่าบางที อาจจะไม่เห็น ดงป่าคำชะโนดนี้ก็เป็นได้



ความเชื่อหรือตำนานเรื่องเล่าเป็นความเชื่อแล้วแต่บุคคล แต่อย่างน้อยก็ทำให้เรามองเห็นที่มาความเป็นไปและนึกภาพย้อนตามได้อย่างมีอรรถรส อีกทั้งการเดินทางมา คำชะโนด ครั้งนี้ก็ถือว่าได้มาพบสถานที่ใหม่และผู้คน อย่างน้อยก็ไม่ทำให้คาใจว่า “เราเคยเดินทางสู่คำชะโนด เมืองวังบาดาลของพญานาคาหรือยัง”
ขอบคุณข้อมูลจาก
http://ghostwiki.blogspot.com/2012/02/blog-post_5268.html

วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2558

การเล่นผี





การเล่นผี ในเทศกาล สงกรานต์มอญ ที่บ้านโพธิ์

          เทศกาลสงกรานต์มอญหรือปีใหม่มอญ ปีใหม่ไทยเพิ่งผ่านไป  เทวดาองค์ใหม่เสด็จลงมารักษาโลกมนุษย์  คนไทยเชื้อสายมอญลุ่มน้ำแม่กลองได้จัดทำศาล พร้อมเครื่องบูชาอาหาร ต้อนรับเทวดาองค์ใหม่ที่บริเวณหน้าบ้านแทบทุกครัวเรือน  จิตใจคนไทย ทุกเชื้อสายคงชื่นมื่น ชุ่มฉ่ำ  เพราะได้รับการชโลมด้วยน้ำหอมเย็น ๆ จากลูกหลาน  ส่วนลูกหลานก็คงมีชีวิตที่เจริญก้าวหน้าเพราะได้รับพร  ความรัก  ความอบอุ่น  พร้อมทั้งคำสั่งสอนที่มีคุณค่า ในการดำรงชีวิตแบบไทย ๆ  แบบวิถีพุทธ  มีภูมิต้านทานที่เข้มแข็ง  พ้นจากการเป็นเหยื่อของสิ่งเลวร้ายทั้งปวง   

        กิจกรรมในเทศกาลนี้ มอญลุ่มน้ำแม่กลอง โดยเฉพาะในเขตอำเภอบ้านโป่ง  จังหวัดราชบุรี จัดทำข้าวแช่พร้อมขนมกาละแมถวายพระสงฆ์และส่งให้ญาติผู้ใหญ่  ทำบุญตักบาตรและชักบังสุกุลที่วัด อุทิศบุญกุศลให้แก่บรรพชน  ทำการสรงน้ำพระสงฆ์  ประพรมน้ำหอมให้พระพุทธ และกระดูกของปู่ย่าตายายที่บรรจุไว้ในเจดีย์ ของตระกูลและขอพรให้ลูกหลานอยู่เย็นเป็นสุข  ส่วนที่บ้านก็อาบน้ำให้พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่และมอบของขวัญให้ แสดงความรัก ความเคารพ  ส่วนหนุ่มสาวก็เล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนาน ครื้นเครง  แต่กิจกรรมหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครกล่าวถึง เพราะใกล้จะล่มสลาย หรือล่มสลายไปแล้ว นั่นก็คือ การเล่นผี 

        ณ  ที่ชุมชนมอญบ้านโพธิ์  ต.คุ้งพยอม  อ.บ้านโป่ง  จ.ราชบุรี ได้ทำการอนุรักษ์ ฟื้นฟูการเล่นผีต่าง ๆ  ได้แก่ ผีกะลา  ผีสุ่ม  ผีกระด้งและผีลิง  การเล่นผีในเทศกาลสงกรานต์ ได้หดหายไปจากชุมชนหลายปี  เนื่องจากสังคมเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์  แต่ผู้คนในชุมชนมีความเข้มแข็ง จึงได้ทำการฟื้นฟูการละเล่นผีต่าง ๆขึ้นมา  มีผู้คนสนใจ พากันมาดูอย่างหนาแน่น  เพราะเป็นการละเล่นที่แปลก  อัศจรรย์และสนุกครื้นเครง  ในปีต่อไปคงมีการฟื้นฟูการเล่นลูกช่วง  สะบ้า ขึ้นมาอีก เพื่ออนุรักษ์ และสืบทอดการละเล่นในเทศกาลสงกรานต์ของชุมชนให้ให้คงอยู่ต่อไป


        การเล่นผี จะต้องมีเจ้าพิธี  ทำหน้าที่เชิญผีเข้าสิงในร่าง  เชิญผีออกจากร่าง  ควบคุม  กำกับและดูแลมิให้ผู้เล่นเป็นอันตราย  เพราะเมื่อผีเข้าสิง ผู้เล่นไม่สามารถควบคุมตัวเองได้  การเชิญผีเข้าสิงต้องจุดธูป เทียน มีดอกไม้เป็นเครื่องบูชา  หากเชิญผีให้ออกจากร่างก็ต้องส่งเสียงดัง ๆที่หู  การเล่นแต่ละครั้งควรมีผู้เล่น  ๒ - ๓  คน จะสนุกกว่าเล่นคนเดียว


ผีกะลา


 การเล่นผีกะลา  คนดูนั่งเป็นวง  คนเล่นอยู่กลางวง  นั่งยอง ๆ บนกะลาที่มีรูหรือกะลาตัวผู้  เจ้าพิธีใช้ผ้าปิดตาผู้เล่น  จุดธูปเทียนเชิญผีเข้าสิง  กลุ่มผู้เล่นและคนดูร้องเรียกให้ผีมาเข้าสิงพร้อมปรบมือให้จังหวะ  คำร้องคือ  กุ๊ก  กุ๊ก  กะมาเย่อ  เร็วเข้า  เร็วเข้า  ร้องซ้ำอยู่เช่นนี้  จนกว่าผีจะเข้าสิง  เมื่อเห็นว่าผู้เล่นตัวสั่น ก็จะเร่งจังหวะให้เร็วขึ้น  เมื่อผีเข้าสิงแล้ว เจ้าพิธีเอาผ้าปิดตาออก  ผู้เล่นเคาะกะลาตามจังหวะเพลง     ร่ายรำกันเป็นที่สนุกสนาน  คนดูอาจร่วมรำด้วยก็ได้  เมื่อผู้เล่นเหนื่อยแล้ว  เจ้าพิธีจับให้นั่งลง ส่งเสียงร้องดัง ๆที่หู  ผีก็ออกจากร่าง  ให้ผู้เล่นได้นั่งพักผ่อนจนกว่าจะหายเหนื่อย



ผีกระด้ง


การเล่นผีกระด้ง  คนดูนั่งเป็นวง  คนเล่นอยู่กลางวง นั่งยอง ๆ มีกระด้งวางอยู่ข้างหน้า เจ้าพิธีปิดตา ผู้เล่น จุดธูปเทียน  เชิญผีเข้าสิง ดังนี้  

                                                                 เจ้าพี่กระด้งเอย   กระด้งหาย   หาย  
                                                                 น้ำตาไหล ไหล  ลงไปอาบน้ำ  สาเก
                                                                 ปักเป้า  เหล้าสองไห  ไก่น้อยสองตัว  
                                                                 กระเทียมสองหัว  รักเจ้าพี่กระด้งเอย
                                                                 เชิญเอ๋ยเชิญองค์  เชิญพระองค์เขาเขียว   
                                                                 เชิญเสด็จลงมา  เจ้าพญาหงส์เอย

         คนดูร้องพร้อมกัน ปรบมือเป็นจังหวะ  ดังนี้  จ๊ะโต้งโคร่งกระด้งยายาเอย  ร้องซ้ำ ๆเช่นนี้ จนกว่าผีจะเข้าสิง  อาจร้องให้จังหวะเร็วขึ้นหากต้องการให้ผีเข้าสิงเร็ว  เมื่อผีเข้าแล้ว  เจ้าพิธีร้องต่อ ดังนี้  จ๊ะโต้งโคร่งกระด้งฝัดข้าว  จ๊ะโต้งโคร่งกระด้งฝัดข้าว  ฝัดแม่ฝัด  ฝัดแม่ฝัด  กระด้งขาดขาด   ฝัดให้เต็มใจ  ร่อนแม่ร่อน  เอวอ่อนอ่อน  ร่อนให้พอใจ  กระแทะกระท่อย ลอยหน้าลอยตา  นะเจ้าแม่กระด้งเอย
        เมื่อผีเข้าสิงแล้ว คนดูร้องซ้ำ ๆพร้อมปรบมือตามจังหวะที่ต้องการ ดังนี้  จ๊ะโต้งโคร่งกระด้งยายเอย  คนดูอาจใส่ทราย  กรวดหรือดินลงในกระด้ง ให้ผู้เล่นฝัด ร่อนหรือกระแทะ เป็นที่สนุกสนาน  เมื่อเห็นว่าผู้เล่นเหนื่อยแล้ว  เจ้าพิธีก็ให้ผีออกจากร่าง  พักผ่อนให้สบาย


ผีสุ่ม
การเล่นผีสุ่ม  คนดูนั่งเป็นวง  ผู้เล่นนั่งยอง ๆอยู่กลางวง  สะพายข้อง  มือถือสุ่ม  เจ้าพิธีใช้ผ้าปิดตาผู้เล่น จุดธูปเทียนเชิญผีเข้าสิง  เจ้าพิธีร้องคำเชิญ ดังนี้  เจ้าแม่สุ่มเอย  สุ่มแม่เอย  สุ่มปลาในห้วย   สุ่มปลาในคลองสุ่มปลาในหนอง  รักแม่สุ่มเอย  รักแม่สุ่มเอย  
       ร้องซ้ำ ๆจนผีเข้า  เอาผ้าปิดตาออก  ผู้เล่นจะสุ่มปลา จับปลาในสุ่มใส่ข้อง  ผู้ดูอาจโยนเปลือกมะพร้าว กิ่งไม้เล็กๆสมมุติเป็นปลา  ผู้เล่นแย่งกันสุ่ม เป็นที่สนุกสนาน



ผีลิง


การเล่นผีลิง คนดูนั่งเป็นวง  ผู้เล่นนอนคว่ำหน้าบนสากตำข้าว ๒ อัน  เจ้าพิธีใช้ผ้าผูกตาผู้เล่น  ใช้ผ้าขาวม้า ๒ ผืน  คาดเอว ๑ ผืน ทำหาง ๑ ผืน  ผีว่องไวและซุกซนมาก   ควรเล่นครั้งละ ๑ คน  เจ้าพิธีจุดธูปเทียน เชิญผีเข้าสิง  ร้องคำเชิญ ดังนี้  ลิงเอ๋ยลิงลม  ขนม ชมพู่  แก้วน่าดู  เล่นชู้ท้ายวัง  ชักเชือกหนัง  เฮโล้ทึ่งบ้อง  เฮโล้ทึ่งบ้อง  ร้องซ้ำ ๆทั้งบทจนกว่าผีจะเข้าสิง
        เมื่อผีเข้าสิงแล้ว  มีท่าทางเหมือนลิง  ปีนขึ้นไปนั่งบนสากตำข้าวได้  พี่เลี้ยงต้องคอยดึงหางไว้มิให้ออกนอกวง  หากควบคุมไม่ดี  อาจปีนขึ้นต้นไม้ เป็นอันตราย คนดูจะล้อเลียนท่าทางและให้ทำตามคำสั่ง เป็นที่สนุกสนานครื้นเครงมาก


       การละเล่นพื้นบ้านในเทศกาลสงกรานต์ไม่มีผู้แพ้ผู้ชนะ ไม่มีคู่ต่อสู้  มีแต่ความร่าเริง เบิกบาน มีมิตรมีไมตรีต่อกัน  มีความรักความสามัคคี  แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะการเล่นผี เป็นอัศจรรย์ทางจิต  เป็นการละเล่นที่หาดูได้ยาก  เป็นภูมิปัญญาท้องท้องถิ่นที่ควรอนุรักษ์ สืบทอดให้มีอยู่ต่อไปในยุคโลกาภิวัตน์  แม้ว่าเราต้องดำรงชีวิตให้ทันต่อความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี  แต่การดำรงชีวิตที่รู้รากเหง้าของตนนั้นเป็นสิ่งสำคัญ  เป็นความภาคภูมิใจ  เป็นสีสันของสังคมและเป็นความเข้มแข็งของชุมชนนั้น ๆ

       เทศกาลสงกรานต์ ไม่ว่าจะเป็นสงกรานต์ที่บ้านโพธิ์หรือสงกรานต์ที่ไหน ๆ ล้วนมีกิจกรรมที่เป็นคุณค่าต่อครอบครัว ชุมชน สังคมและศาสนา  เราจึงควรมีความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาของบรรพชน  ขอให้เราร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟูสิ่งที่ดีงามในเทศกาลนี้ไว้  ไม่แปรเปลี่ยนไปในทางเสื่อมเสีย  เราจะได้อวดประเพณีสงกรานต์ของเราต่อชาวโลกได้อย่างภาคภูมิ

ขอบคุณข้อมูลจาก
http://ghostwiki.blogspot.com/2012/02/blog-post_1476.html


ตำนาน สะพานรักสารสิน










สะพานรักสารสิน

เป็นสะพานที่สร้างข้ามช่องปากพระเพื่อเชื่อมระหว่างเกาะภูเก็ต ตรงบริเวณท่าฉัตรไชยกับท่านุ่น จังหวัดพังงา มีความยาวทั้งหมด 660 เมตร เป็นทางผิวคอนกรีต 360 เมตร ตัวสะพานคอนกรีตอัดแรงยาว 300 เมตร กว้าง 11 เมตร เป็นทางรถวิ่งกว้าง 8 เมตร ทางเท้าข้างละ 1.5 เมตร กรมทางหลวงเป็นผู้รับผิดชอบการก่อสร้าง เริ่มดำเนินการตามนโยบายในปี พ.ศ. 2494 โดยเปิดให้บริษัทรับเหมาก่อสร้าง แต่ปรากฏว่าการก่อสร้างในระยะเริ่มต้นมีปัญหาเพราะความไม่ชำนาญการ ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 จึงได้เริ่มลงมือก่อสร้างอีกครั้งโดยบริษัทคริสเตียนีและนีลเส็น (ประเทศไทย) จำกัด จนสำเร็จ สามารถเปิดใช้ได้เมื่อ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2510 สิ้นงบประมาณ 28,770,000 บาท สะพานนี้ให้ชื่อตามนามสกุลของนายพจน์ สารสิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติในขณะนั้น


ส่วนสะพานเทพกระษัตรี เป็นสะพานที่สองที่เชื่อมระหว่างเกาะภูเก็ตกับพังงา คู่ขนานกับสะพานสารสิน สามารถย่นระยะทางได้หลายกิโลเมตรทีเดียว ได้ก่อสร้างหลังจากสะพานสารสินเปิดใช้มา 30 ปี


ปัจจุบันนี้ สะพานสารสินได้กำหนดให้ใช้เป็นสะพานขาออกจากจังหวัดภูเก็ต

ส่วนสะพานเทพกระษัตรีเป็นสะพานที่รถใช้เดินทางเข้ามาจากจังหวัดพังงา
สะพานสารสินเป็นที่รู้จักทั่วประเทศ เมื่อมีโศกนาฏกรรมของหนุ่มสาว 2 คนที่ตัดสินปัญหาด้วยการใช้ผ้าขาวม้าผูกต่อกันมัดตัวเองกระโดดจากกลางสะพานลงสู่พื้นน้ำในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2516 และได้นำเรื่องราวของคนทั้งสองมาสร้างเป็นภาพยนตร์ชื่อ "สะพานรักสารสิน"

สะพานรักสารสิน เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มหญิงสาวที่แตกต่างกัน ด้วยชาติตระกูลและฐานะทางสังคม ฝ่ายหญิงชื่อ "อิ๋ว" เป็นนักศึกษาวิทยาลัยครู ส่วนฝ่ายชายชื่อ "โกไข่" เป็นเพียงคนขับรถสองแถวและรับจ้างกรีดยาง พ่อเลี้ยงอิ๋วแบบเผด็จการไม่ให้อิสระ และต้องการให้แต่งงานกับคนมีฐานะ จึงถูกขัดขวางความรักอย่างหนัก ทั้งสองคนพยายามต่อสู้ฝ่าฟันกับอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อให้รักของเธอและเขาสมหวัง



ความรักที่เหมือนนิยายน้ำเน่าของหนุ่มขับรถสองแถวและรับจ้างกรีดยาง ที่มีฐานะยากจนมาก แต่กลับไปหลงรักกับหญิงสาวที่มีฐานะสูงส่งและมีพื้นฐานครอบครัวที่เผด็จการ ไม่ให้อิสระทางความคิดกับลูกสาว แม้ว่าลูกสาวโตจนมีอาชีพเป็นครูแล้วก็ยังถูกกีดขวางจากผู้เป็นพ่อ ที่พยายามจะคลุมถุงชนลูกสาวให้แต่งงานกับชายหนุ่มที่มีฐานะดี และพยายามขัดขวางทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ลูกสาวได้คบกับโกไข่ หนุ่มขับรถสองแถว

หลังจากที่พยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะพิสูจน์ให้ผู้เป็นพ่อได้เห็นถึงความตั้งใจและความรักที่ทั้ง 2 มีให้แก่กัน แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่เป็นผล เมื่อผู้เป็นพ่อของฝ่ายหญิงไม่ยอมเปิดใจรับ หลายครั้งที่อิ๋วฝ่ายหญิง ถูกผู้เป็นพ่อทุบตีเยี่ยงสัตว์เพราะแอบมาพบเจอกับโกไข่ หนุ่มขับรถสองแถว และผู้เป็นพ่อก็พยายามทุกวิถีทางที่จะยัดเยียดลูกสาวให้กับเศรษฐีมีเงิน


ชาวบ้านท่าฉัตรไชย จังหวัดภูเก็ต ต่างก็ทราบดีถึงความรักที่มีอุปสรรคของหนุ่มสาวทั้งสอง หลายคนพยายามแนะนำให้โกไข่เลิกกับครูอิ๋ว เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของทั้งคู่ และผู้ใหญ่หลายคนพยายามพูดคุยกับพ่อของครูอิ๋ว เพื่อที่จะให้ยอมรับโกไข่ เป็นลูกเขย แต่ไม่ได้รับการยินยอม ไม่ว่าจะทำด้วยวิถีทางใด

ในที่สุดเมื่อความรักถึงทางตัน 22 กุมภาพันธ์ 2516 โกไข่ นายหัวรถสองแถวและครูอิ๋ว สาวผู้สูงศักดิ์ ก็ได้ตัดสินใจเอาผ้าขาวม้าผูกมัดตัวทั้งสองติดกัน แล้วกระโดดจากกลางสะพานลงสู่พื้นน้ำ ทิ้งเรื่องราวความรักที่เป็นอมตะ ให้ผู้คนได้กล่าวขานถึงปัจจุบันนี้

ตำนานรักสะพานสารสิน เป็นบทเรียนแห่งความรักอีกบทหนึ่งที่ถูกจารึกไว้ในตำนานคู่เมืองภูเก็ต แม้ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปสักกี่ยุคกี่สมัย ตำนานเหล่านี้ก็ต้องบันทึกไว้และเป็นบทเรียน ที่ทุกคนควรศึกษาและเข้าใจความหมายของคำว่า รักที่แท้จริง เพื่อที่จะได้เป็นแนวทางใการดำเนินชีวิตต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก
http://ghostwiki.blogspot.com/2012/02/blog-post_14.html


วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ตำนานนางกวัก

ตำนานนางกวัก


ตำนานนางกวัก เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 2,500 ปีมาแล้ว แต่ทุกวันนี้ก็ยังเห็นนางกวักนั่งกวักอยู่ทั่วไป แม้แต่ในบริษัทใหญ่ๆ ทำธุรกิจไฮเทค ก็ยังเคยเห็นนางกวักแอบไปนั่งกวักอยู่ตามความเชื่อของผู้บริหารระดับสูง ส่วนร้านค้าย่อยข้างถนนก็เห็นนางกวักอยู่เกลื่อน ทั้งยังมีนางกวักยุคใหม่ที่ไม่ได้เป็นรูปปั้นแบบไทยนั่งกวักค้างมืออย่างแต่ก่อน กลับมีกลไกให้เคลื่อนไหวได้เสียด้วย แต่รูปร่างหน้าตากลายเป็นแมวนำโชคในการ์ตูนญี่ปุ่นไป ซึ่งก็ได้รับความนิยมเอาไปนั่งกวักเรียกลูกค้าแทนนางกวักแบบเดิมเหมือนกัน 

ประวัติของนางกวักกล่าวไว้ว่า ในสมัยพุทธกาล มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง สามีชื่อ สุจิตตพราหมณ์ ภรรยาชื่อ สุมณฑา มีภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองมิจฉิกาสัณฑนคร ใกล้กรุงสาวัตถี ในชมพูทวีป มีอาชีพค้าขายสินค้าเล็กๆ น้อยๆ มีรายได้พอเลี้ยงครอบครัวอยู่รอดไปวัน ๆ 

ต่อมา 2 สามีภรรยาคิดจะขยายกิจการให้ใหญ่ขึ้น เมื่อมีรายได้มากพอจะตั้งเนื้อตั้งตัว จึงตัดสินใจซื้อเกวียนเพื่อบรรทุกสินค้าไปขายยังต่างเมือง และซื้อสินค้าต่างเมืองกลับมาขายที่เมืองมิจฉิกาสัณฑนคร ซึ่งบางครั้งบุตรสาวที่ชื่อ "สุภาวดี" ก็ขอติดตามบิดามารดาไปด้วย ระหว่างเดินทางไปต่างเมืองกับบิดามารดานั้น สาวน้อยสุภาวดีมีโอกาสได้ฟังธรรมจาก "พระกุมารกัสสปเถระ"ขณะจาริกแสดงธรรมเทศนาตามหมู่บ้านต่างๆ นางรู้สึกซาบซึ้งพระธรรมจนเข้าถึงพระรัตนตรัย 

พระกุมารกัสสปเถระ เอตทัคคะในทางผู้แสดงธรรมได้วิจิตร 

เมื่อพระกุมารกัสสปเถระ เห็นนางเลื่อมใสศรัทธาเช่นนั้น จึงได้กำหนดจิตรวมพลังซึ่งเป็นอำนาจจิตของพระอรหันต์ ประสิทธิ์ประสาทพรสาวน้อย "สุภาวดี" และครอบครัว ให้เจริญรุ่งเรืองด้วยทรัพย์สินเงินทองจากอาชีพค้าขาย และยังได้ประสิทธิ์ประสาทพรเช่นนี้ทุกครั้งที่นางไปฟังธรรมด้วยความมุ่งมั่น 

เมื่อบิดามารดาเดินทางไปค้าขายอีกเมือง นางสุภาวดีก็มีโอกาสได้ฟังธรรมจาก "พระศิวลีเถระ" ซึ่งจาริกไปแสดงธรรมตามตำบลต่างๆ เช่นกัน จนนางมีความรู้แตกฉานในหลักธรรม และได้รับเมตตาจากพระศิวลีเถระเช่นเดียวกับที่ได้จากพระกุมารกัสสปเถระ


พระสีวลีเถระ พระอรหันต์ผู้บันดาลลาภผล และความอุดมสมบูรณ์

พระศิวลีเถระ นั้นนับว่ามีความมหัศจรรย์แตกต่างจากคนทั่วไปคือท่านอยู่ในครรภ์มารดาถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วันก่อนคลอด ทำให้เป็นผู้มีพลังจิตกล้าแข็ง เมื่อท่านกำหนดจิตให้พรนางสุภาวดี พรของท่านจึงมีพลังเป็นพิเศษ ด้วยบุญบารมีที่สาวน้อยสุภาวดีได้รับพรจากพระอรหันต์ถึง 2 องค์ เมื่อนางติดเกวียนบิดามารดาไปค้าขายที่เมืองใด จึงทำให้ค้าขายได้คล่อง ต่างจากครั้งที่นางไม่ได้ไป ซึ่งท่านสุจิตตพราหมณ์ และท่านสุมณฑา บิดามารดาก็รู้สึกถึงความแตกต่างนี้ว่ามาจากบุญบารมีของบุตรสาว จึงให้นางติดเกวียนไปด้วยทุกครั้ง จำทำให้ครอบครัวร่ำรวยมั่งคั่งขึ้นทุกทีถึงขั้นเศรษฐี และยังมั่งคั่งขึ้นไปอีกเรื่อยๆ 


พระสีวลีเถระ

ต่อมาเมื่อร่ำรวยเป็นเศรษฐีแล้ว ท่านสุจิตตพราหมณ์ ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฟังธรรมจากพระพุทธองค์ บังเกิดศรัทธาแรงกล้า และปฏิบัติธรรมอยู่ในขั้นโสดาบันบุคคล ได้ถวายอุทยานชื่อ อัมพาฎกวัน อุทิศเป็นสังฆทานให้เป็นที่พักพระภิกษุสงฆ์ ทั้งยังสร้างวิหารหลังใหญ่ไว้กลางอุทยานเป็นวัดขึ้น ตั้งชื่อว่า วัดมัจฉิกาสัณฑาราม และนิมนต์พระสุธรรมเถระ มาเป็นเจ้าอาวาส 

ท่านสุจิตตพราหมณ์ ยังเป็นคนที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ชอบช่วยเหลือคน เมื่อเดินทางไปค้าขายยังเมืองไกล ท่านก็ประกาศถามพระภิกษุสงฆ์ พระภิกษุณีตลอดจนประชาชนผู้เป็นพุทธบริษัททั้งหลายรวมทั้งผู้ที่นับถือนิกายอื่นด้วยว่า ใครจะไปทางเดียวกับท่านบ้าง ซึ่งบางครั้งก็มีคนแจ้งความประสงค์นับพัน ท่านก็จัดเกวียนรับคนเหล่านั้นไปด้วยตามประสงค์ ทำให้ผู้คนต่างสรรเสริญในคุณงามมีจิตเมตตาต่อผู้คนทั่วไปของท่าน และเมื่อพูดกันถึงท่านสุจิตตพราหมณ์ ก็จะพูดกันถึงอานุภาพความขลังของสาวน้อยสุภาวดีที่ทำให้บิดามารดาร่ำรวย้วย จึงพากันยกย่องบูชาในอานุภาพของนางที่ดลบัดดาลให้เกิดโชคลาภทางการค้า 

กาลเวลาผ่านไป จนท่านสุจิตตพราหมณ์ และท่านสุมณฑาละสังขาร ส่วนนางสุภาวดีก็แก่ชราจนละสังขารตามบิดามารดาไป แต่คุณงามความดี ความขลัง และความศักดิ์สิทธิ์ของนางสุภาวดีก็ยังได้รับการเชื่อถือ กราบไว้บูชาต่อไป ผู้ที่ให้ความเคารพนับถือนาง มีคนที่อยู่ในวรรณะทั้ง 4 ครบทุกวรรณะคือ พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ และ ศูทร เมื่อจะปรารถนาให้ตนร่ำรวยจากการค้า ก็จะหารูปปั้นของนางสุภาวดีมาตั้งบูชา และอัญเชิญวิญญาณของนางมาสถิตในรูปปั้น 

ต่อมาเมื่อมีผู้ที่เคารพกราบไหว้รูปปั้นนางแล้วร่ำรวยรุ่งเรืองขึ้นจากการค้า ก็มีผู้ศรัทธานิยมทำตามกันมากขึ้น และแพร่หลายกว้างขวางออกไป 

เมื่อพุทธศาสนาและลัทธิพราหมณ์ได้แพร่เข้ามาสู่สุวรรณภูมิ พวกพราหมณ์ซึ่งนิยมทางพิธีกรรมและเวทมนตร์คาถาต่างๆ ก็ได้นำรูปปั้นของนางสุภาวดีเข้ามาด้วย โดยจำลองมาจากท่านั่งขายของบนเกวียนและทำเป็นรูปกวักมือให้คนเข้ามาหาหรือมาซื้อสินค้า แต่แรกก็ทำขึ้นไว้เพื่อกราบไหว้บูชาเอง ต่อมาเมื่อมีผู้เลื่อมใส จึงทำตัวเป็นอาจารย์ปลุกเสกรูปปั้นนี้แจกจ่ายให้ผู้ที่ทำการค้า จนรูปปั้นแม่นางสุภาวดีได้รับความนิยมในหมู่ผู้ทำมาค้าขาย และขยายไปทั่ว ซึ่งได้เรียกกันตามท่านั่งของนางว่า “นางกวัก” 

2,500 กว่าปีแล้วที่นางสุภาวดีนั่งกวักมือเรียกลูกค้า จนพัฒนาขึ้นเป็นขยับมือกวักได้ ถ้านางไม่ขลังศักดิ์สิทธิ์จริงแล้ว คงไม่ได้นั่งกวักมาจนถึงทุกวันนี้ 


________________________________________

[1] พระกุมารกัสสปเถระ  เอตทัคคะในทางผู้แสดงธรรมได้วิจิตร 
ในพระบาลีปรากฏพระเถระที่มีนามว่า “กัสสปะ” อยู่หลายองค์ จึงต้องมีการกำหนดชื่อให้แตกต่างกัน คือ 

๑. พระมหากัสสปะ ท่านเป็นพระมหาเถระที่ทรงคุณอันยิ่งใหญ่ มีอาวุโสมาก จึงเรียกกันว่า มหากัสสปะ 

๒. พระอุรุเวลกัสสปะ ท่านบวชเป็นฤษีตำบลอุรุเวลา จึงได้ชื่อว่า อุรุเวลกัสสปะ 

๓. พระนทีกัสสปะ ท่านบวชเป็นฤษีอยู่ที่คุ้งมหาคงคานที จึงได้ชื่อว่า นทีกัสสปะ 

๔. พระคยากัสสปะ ท่านบวชเป็นฤษีอยู่ที่คยาสีสประเทศ จึงได้ชื่อว่า คยากัสสปะ 

๕. พระกุมารกัสสปะ เพราะท่านบวชตั้งแต่เวลาที่เป็นเด็ก จึงได้ชื่อว่า กุมารกัสสปะ 

การที่ท่านพระกุมารกัสสปเถระ ท่านนี้ได้รับการสถาปนาจากพระบรมศาสดาให้อยู่ในตำแหน่งที่เป็นเลิศกว่าเหล่าภิกษุสาวกทั้งหลายผู้แสดงธรรมได้วิจิตร นั้นก็เนื่องด้วยเหตุ ๒ ประการคือ อัตถุปปัติเหตุ (เหตุเกิดเรื่อง) คือ เมื่อจะกล่าวธรรมกถา ก็ยกเอาคาถาแค่สี่บทมาตั้ง แล้วนำเอาข้อเปรียบเทียบและเหตุผลมาประกอบเข้ากับบทเหล่านั้น ทำให้พระไตรปิฎกซึ่งเป็นพระพุทธดำรัส มีทั้งแบบต่ำและแบบสูงแสดงอยู่ อีกทั้งพระธรรมกถานั้นจะพร้อมไปด้วยอุปมาและเหตุทั้งหลาย กล่าวเสียอย่างวิจิตรทีเดียว และอีกเหตุหนึ่งก็คือเนื่องด้วยท่านได้ตั้งความปรารถนาในตำแหน่งนั้นตลอดแสนกัป

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://ghostwiki.blogspot.com/2012/02/blog-post_221.html



ตำนานพระราหู


ตำนานพระราหู



ตามตำนานโบราณ หรือตามคติไทยโบราณนั้นมีความเชื่อเกี่ยวกับตำนานพระราหูซึ่งเชื่อกัยว่าเป็นเทวดานพเคราะห์องค์หนึ่ง ซึ่งมีการกำเนิดของพระราหูนั้นมีจำนวน 2 ตำนาน คือ 

     - พระราหูถูกสร้างขึ้นมาโดยพระอิศวร หรือพระศิวะจากหัวกะโหลก 12 หัว บดป่นเป็นผง ห่อผ้าสีทอง แล้วประพรมด้วยน้ำอัมฤตเสกได้เป็นพระราหู มีสีวรกายสีนิลออก ไปทางทองแดง ทรงสุบรรณ (ครุฑ) เป็นพาหนะ มีวิมานสีนิลอยู่ในอากาศ ประจำอยู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (ทิศพายัพ) และแสดงถึงเศษวรรคที่ 1 (ย ร ล ว)

     - พระราหูเป็นโอรสของท้าววิประจิตติและนางสิงหิกาหรือนางสิงหะรา เมื่อเกิดมามีกายเป็นยักษ์และมีหางเป็นนาค

     พระราหูเป็นเทวดานพเคราะห์ประเภทบาปเคราะห์ ให้ผลในทางลุ่มหลงมัวเมา พระราหูเป็นมิตรกับพระเสาร์และเป็นศัตรูกับพระพุธอันมีเหตุตามนิทานชาติเวร

     ในอดีตชาติ พระราหูได้เกิดมาเป็นน้องร่วมท้องเดียวกันกับเทวดานพเคราะห์อีกสององค์ คือ พระอาทิตย์ และพระจันทร์ โดยพระราหูเกิดเป็นน้องสุดท้อง ครั้งหนึ่ง พระ ราหูได้ร่วมทำบุญถวายพระที่มารับบิณฑบาตร่วมกับพี่ทั้งสองคน พระอาทิตย์ตักบาตรในครั้งนั้นด้วยภาชนะทอง พระจันทร์ตักบาตรด้วยภาชนะเงิน

     ส่วนพระราหูตักบาตรด้วยภาชนะที่ทำมาจากกะลามะพร้าว เมื่อทั้ง 3 พี่น้องได้มาเกิดเป็นเทวดานพเคราะห์ พระอาทิตย์จึงมีรัศมีและวรรณะเปล่งปลั่งดุจทองคำ พระ จันทร์มีรัศมีและวรรณะเป็นสีขาวสว่างดุจเงิน และพระราหูมีรัศมีและวรรณะเป็นสีนิลออกไปทางทองแดง (แต่ในบางตำราก็ว่ากายของพระราหูนั้นมีสีดำบ้าง สีทองบ้าง แตกต่างกันไป)

พระราหู

     สาเหตุที่พระราหูมีกายเพียงครึ่งท่อน 

     มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่เหล่าเทวดาได้ทำพิธีกวนเกษียรสมุทรเพื่อให้ได้น้ำอัมฤตนั้นมีทั้งเทวดาและยักษ์ทั้งหลายเข้าร่วมทำพิธี พระราหูได้แอบอยู่ในกลีบเมฆ เมื่อทำ พิธีสำเร็จพระราหูจึงรีบลอบดื่มน้ำอัมฤตที่เกิดขึ้นนั้น พระอาทิตย์และพระจันทร์ได้เห็นเข้าจึงรีบเอาความนั้นไปทูลบอกพระนารายณ์หรือพระวิษณุ พระนารายณ์ทราบจึง ขว้างจักรตัดไปถูกกลางตัวพระราหูขาดกลายเป็นสองท่อน

     แต่ด้วยว่าน้ำอำมฤตที่พระราหูได้ดื่มนั้นไหลไปจนถึงกลางตัวพระราหูแล้วพอดี ครึ่งบนของพระราหูที่ถูกตัดออกจึงกลายเป็นอมตะ ส่วนครึ่งล่างนั้นได้กลายมาเป็น พระเคราะห์องค์ที่ 9 แห่งเหล่าเทวดานพเคราะห์ซึ่งก็คือ พระเกตุ

     จากนั้นเมื่อครั้งใดที่พระราหูได้พบเจอพระอาทิตย์หรือพระจันทร์ พระราหูก็จะจับมากลืนกินด้วยความโกรธแค้นที่เทวดาทั้งสององค์นำเรื่องไปทูลพระนารายณ์ แต่อมไว้ ในปากได้ไม่นานก็ต้องคายออกมาเพราะทนความร้อนและรัศมีของเทวดานพเคราะห์ทั้งสองไม่ได้ เกิดเป็นเหตุของปรากฏการณ์สุริยุปราคาและจันทรุปราคาตามคติความ เชื่อของคนโบราณ

     ในโหราศาสตร์ไทย พระราหูถูกแทนด้วยสัญลักษณ์ 8 (เลขแปดไทย) และด้วยเหตุที่สร้างขึ้นมาจากหัวกะโหลก 12 หัว จึงมีกำลังพระเคราะห์เป็น 12 เป็นเทวดาของผู้ที่ เกิดวันพุธในเวลากลางคืน นอกจากนี้ยังใช้แทนดาวมฤตยู (ดาวยูเรนัส)


พระราหู


ตามหลักพยากรณ์

พระราหูสร้างด้วยศีรษะผีโขมดป่า ดังนั้น นิสัยจึงเป็นผี คือ ชอบกินเครื่องเซ่น เช่นกุ้งพร่า ของยำ และ อาหารชนิดสุก ๆ ดิบ ๆ นอกนั้นยังชอบเครื่องดื่มมึนเมาทุกชนิด เช่น กัญชา ยาฝิ่น เป็นต้น นิสัยคล้ายคลึงกับพระเสาร์ โหราจารย์บางคนใช้พระเสาร์พยากรณ์แทนก็มี ซึ่งไม่ใคร่ผิดจากกันเท่าใดนัก พระราหูเป็นสหายรักสนิทกับเสาร์ และนอกจากเสาร์แล้ว ราหูไม่ยอมคบหาสมาคมกับพวกดาวพระเคราะห์ใด ๆ เลย มีนิสัยชอบยอชอบสรรเสริญ ชอบฟังเสียงที่เพราะเสนาะหู เช่น ดนตรี และความรื่นเริงบันเทิงใจเป็นที่สุด โกรธง่ายหายเร็ว ใจคอบึกบึน องอาจ กล้าหาญ ไม่เกรงกลัวสิ่งใด แต่ถ้ายอมกลัวแล้ว ก็ยอมอย่างราบคาบจริง ๆ ชอบผจญภัย เป็นประมุขของเหล่าพาล ขึ้นชื่อนักเลงแล้วเป็นของราหูทุกชนิด ลงได้รักก็รักจนหลง ลงได้เกลียดใครก็เกลียดไม่รู้หาย ทำนองพวกอสุรยักษ์ ตามพยากรณ์บางแห่งเรียกอสุราก็มี ถือว่าเป็นยักษ์เอาทีเดียว ตามอิทธิฤทธิ์ของดวงดาว ถือว่าราหูคือธาตุลมพายุ มีลักษณะร้ายแรง สิ่งใดที่กีดขวางต้องวินาศไปหมด ถ้าราหูให้ร้ายแม้จะกำเนิดในตระกูลเศรษฐีอันอุดมไปด้วยทรัพย์ ก็ล้างผลาญเสียมิให้เหลือหลอ แม้นราหูจะเป็นตัวดี หากกุมลักขณาก็ยังข่มขี่ให้ซวดเซไปในอารมณ์แปลก ๆ ได้ ราหูเมื่อผลาญได้เท่าใด ก็อาจสามรถที่จะช่วยทำคุณให้รวดเร็วดุจกัน ดังคำกล่าวว่า “ให้คุณอนันต์โทษมหันต์” สามารถช่วยตนเอง แล้วยังช่วยผู้อื่นได้ด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก
http://ghostwiki.blogspot.com/2012/04/blog-post_30.html